Get Adobe Flash player

อย่างไรจึงจะรู้ธรรม หลวงพ่อจรัล จรณสมฺปนฺโน สำนักปฏิบัติธรรมสวนป่าอกาลิโก

(0 VOTITALY_VOTES, VOTITALY_AVERAGE: 0 VOTITALY_OUTOF)
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
คำสอนครูบาอาจารย์ - หมวดคำสอนครูบาอาจารย์
ดัชนีบทความ
อย่างไรจึงจะรู้ธรรม หลวงพ่อจรัล จรณสมฺปนฺโน สำนักปฏิบัติธรรมสวนป่าอกาลิโก
หน้า ๒
หน้า ๓
หน้า ๔
ทุกหน้า

alt

อย่างไรจึงจะรู้ธรรม

หลวงพ่อจรัล จรณสมฺปนฺโน
สำนักปฏิบัติธรรมสวนป่าอกาลิโก
ตำบลหนองโดน?อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ

?

ความสงบเป็นสิ่งที่ประเสริฐ แม้ว่าจะทำได้เล็กน้อยก็ยังดี ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้นก็ยังดี ความสงบก็คือจิตใจของเราเป็นสมาธิ จิตไม่สัดส่าย ไม่รับอารมณ์ข้างนอก อารมณ์ข้างนอกก็ไม่รับอารมณ์ข้างในก็ไม่ออก คือเราจะมีจุดยืน เราจะเอาจิตไปตั้ง เช่น ในขณะที่เรานั่งสมาธิ เราเอาจิตไปจดจ่อไว้ที่ลมหายใจเข้าออก หรือไปจดจ่ออยู่ที่ท้องของเราที่ยุบที่พองก็ได้ ต้องมีจุดยืนของจิตใจ ต้องมีหลักยึดจุดใดจุดหนึ่ง จิตของเราถึงหยุด แต่ว่าเราไม่ต้องว่าคำบริกรรมก็ได้ เช่น เราเอาจิตไว้ที่ท้อง มันยุบมันพองเราก็กำหนดรู้เฉยๆ เมื่อมันยุบเราก็รู้ พองเราก็รู้ เราเอาสภาวะรู้เป็นหลัก

การกำหนดลมหายใจก็เหมือนกัน เราก็รู้แต่ไม่ต้องบริกรรม ลมเข้าก็รู้ ลมออกก็รู้ รู้เฉยๆ เราไม่ต้องตามลมเข้าไปหรอก เอาเพียงแต่รู้ลมผ่านเข้าผ่านออกก็พอ เรามีจุดยืนอยู่ที่นี่ เราพยายามสังเกตให้มันมีที่ตั้งของใจเรา

?

ดังนั้นเราจึงได้มีอุบาย การเดินจงกรมมีหลักคือ เอาใจของเรามาอยู่กับการเดิน ให้มันรู้ ก้าวนี้ก็รู้ ก้าวนี้ก็รู้ เราอย่าไปคิด อย่าไปเผลอ อย่าไปสำคัญมั่นหมายอย่างอื่น ให้เราตรงไปที่ความรู้สึกตัว ทำอย่างไรความรู้สึกตัวของเราจะมากขึ้นในอิริยาบถของกาย ผู้ใหม่ๆ ให้เริ่มจากจุดนี้ก่อน ผู้เก่า ๆ ก็เหมือนกัน ถ้ายังจับจุดนี้ยังไม่ได้ก็ยังเป็นผู้หลงอยู่ เราพยายามเฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหวของกาย กายของเรานี้มันสอนเราอยู่ตลอดเวลา สอนเราให้รู้ธรรม

การเข้าใจธรรม ก็คือการเข้าถึง สภาวะที่มันรู้นี่ละ รู้อะไร ก็รู้กายมันเคลื่อนไหว มันเจ็บมันปวด ก็รู้อย่างนี้ แล้วก็รู้ใจที่คิดนึก มันปรุงแต่ง มันโกรธ โลภ หลง รู้ใจขณะที่ไปรับอารมณ์ ให้เราตามรู้มัน เราอย่าไปรู้ไปดูอย่างอื่น เราต้องเข้ามารู้อันนี้ รู้กาย รู้ใจ รู้รูป รู้นามของเรา รู้อย่างนี้แล้วจะเป็นอะไรอีก ก็ไม่ต้องพูด ไม่ต้องเติมอีก รู้อย่างนี้หละ รู้กายที่มันเคลื่อนไหว รู้ใจที่มันเสวยอารมณ์ สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี รู้แค่นี้ มันจะรู้อย่างอื่นไปหมด หลวงพ่อรับรองได้เลย ถ้ามีสติอยู่กับกายตลอด อันอื่นมันจะรู้ไปหมดจริงๆ เหตุมันอยู่ตรงนี้จริงๆ

ที่เราทำกรรมฐานมา มันไม่รู้ ไม่เข้าใจเพราะอะไร เพราะว่าเราไม่อยู่จุดนี้ เราไปเอาจุดอื่น อยู่จุดอื่น บางครั้งบางคราว เราไปเน้นตัวศีลกันเกินไป เราคิดว่าสำรวมศีลดี ๆ มันจะเข้าถึงธรรม อันนั้นก็ถูกก็ใช่ แต่ว่าไปจดจ่ออยู่ที่ศีลอย่างเดียว ปัญญามันก็ไม่เกิดเหมือนกัน สมาธิมันก็ไม่เกิด ถ้าสมาธิไม่เกิดปัญญามันก็ไม่มี

ดังนั้น ให้เรามาจดจ่ออยู่ที่ความรู้สึกอยู่กับกาย หัดดูให้มันมีความรู้สึกตลอด อยู่กับกายนี้ ถ้าเรารู้ได้ ถ้าเราดูเป็น มันจะเกิดมาเอง ทีแรกเรากำหนดช่วยมันก่อน การเคลื่อนไหวของกาย จะเคลื่อนตรงไหน หัดรู้มัน การทำกิจกรรมต่างๆ นาๆ

หลวงพ่อก็พูดแต่เรื่องเก่านี่ละ ถึงพูดเรื่องเก่าอยู่ทุกวัน มันก็ยังไม่เข้าใจอีก มันเจาะไม่ถูก มันเลยไปเสีย หลวงพ่อว่า เดี๋ยวนี้มันศึกษาเลยไป ข้ามไป ให้เรากลับมาตั้งต้นใหม่ กำหนดรู้ช่วย ลองดู จะทำอะไรให้มีสติก่อน ให้เอาสติออกหน้า อย่าทำเฉย ๆ แม้จะเดิน จะกิน จะไอให้เติมสติเสียก่อน

ปี ๒๕๒๗ หลวงพ่อฟังหลวงพ่อคำเขียนพูด ท่านบอกว่ากิเลสมันกลัวหลวงพ่อจริงๆ หลวงพ่อทำเสียงฮือ เท่านี้มันก็วิ่งหนี แต่หลวงพ่อฟังแล้วยังไม่เข้าใจ ยังจับความรู้สึกไม่ชัด บางครั้งก็ต่อต้าน จะเป็นไปได้หรือ ไอเฉยๆ กิเลสมันวิ่งหนี จะเป็นไปได้หรือ เรายังไม่เชื่อ เพราะเรายังไม่เห็นถึงจุดนั้น แต่ทีนี้พอเราปฏิบัติไปๆ ถึงไม่เชื่อก็ทำอยู่ ทีนี้สติของเรามันจะละเอียดขึ้น มันจะรู้มากขึ้น ซึ่งทีแรกจะรู้แค่เดินจงกรม กับยกมือสร้างจังหวะสองอย่างนี้ อิริยาบถส่วนอื่นจะไม่รู้ แต่เดินจงกรมก็ยังได้กำหนดช่วย บางทีมันก็คิด บางทีมันก็รู้ เดินจงกรม ๑๐ ก้าว จะรู้สัก ๑ - ๒ ก้าว ที่เหลือเป็นความคิด มันจะเป็นอย่างนั้น ถึงอย่างไรเราก็ไม่หยุดทำ จะรู้ก็ช่าง ไม่รู้ก็ช่าง ยกมือสร้างจังหวะก็เหมือนกัน ๑๔ รู้ เราจะรู้แค่ ๒ - ๓ ที เดี๋ยวมันจะรู้มากไปเองแหละ นอกจากนั้นจะเป็นความคิดก็ช่างมัน ขณะที่เราทำอยู่ใหม่ๆ เราจะไม่รู้หรอกว่าอันนี้เป็นความคิด อันนี้เป็นความรู้สึกเรายังแยกไม่ออก เราเป็นแต่เพียงกำหนดรู้ช่วยมันเท่านั้นเองหละ บางทีมันก็เป็นความคิด บางทีก็กำหนดรู้ แต่ถึงอย่างไรถ้ารู้แค่นั้นก็พยายามทำ ความรู้มันจะมากขึ้นเอง เช่นรู้สองก้าว ต่อไปก็รู้ถึง ๔ ถึง ๕ ถึง ๑๐ ก้าว ต่อไปจะรู้อยู่กับการเดินจงกรมมาก พอเข้าทางเดินจงกรมมันจะจับความรู้สึกได้ต่อเนื่อง

แต่ก่อนเข้าทางเดินจงกรม มันจะมีเบื่อ มีเซ็ง มีง่วงสารพัดอย่าง ถึงอย่างไรเราก็อย่าไปท้อถอย เราก็เดินอยู่นั่นละ ทำไปทำไปมันจะสว่างออกมาเอง มันจะแจ้งออกมาเอง พอเราเดินจงกรมถึง ๑๐ ก้าว มันรู้ต่อเนื่อง พอมันรู้ได้อย่างนั้นปั๊บ ความง่วงจะหาย ความขี้เกียจจะหายไปเอง โดยเราไม่ได้จัดการอะไรกับมันหรอก เราไม่ต้องไปพิจารณาอะไรเลย แม้แต่ความง่วงมา เราไปอาบน้ำ กลับมาเดินมันก็ง่วงอีก เอายาหม่องมาทา เดี๋ยวก็ง่วงอีก มันไม่ใช่เป็นธรรมดา มันเป็นอารมณ์ แม้จะเอามะขามเปรี้ยวๆมากินให้มันสว่าง มันก็สว่างชั่วครู่ ชั่วคราว เดี๋ยวมันก็เป็นอีก มันเป็นอารมณ์ แต่ถ้าเราออกไปคุยกับเพื่อน มันจะหายทันที มันดึงเราออกๆ กิเลสมันจะดึงเราออก แต่ว่าเราพยายามอย่าไปตามมัน นั่นแสดงว่าเราไปตามความคิดแล้ว เราไปสู้มันตรงๆ เราสู้มันไม่ไหว เราต้องกัดฟันสู้ ว่างก็สู้ เบื่อเซ็งก็สู้ ร้อนหนาวก็สู้อยู่นั่นแหละ สู้อยู่ในทางเดินนั่นแหละ จนกระทั่งว่าการเดินของเรามันชำนาญขึ้น

ทีนี้เดินออกจากทางจงกรม จะไปกุฏิมันก็จะรู้สึกตัว รู้เกือบทุกก้าวไป พอถึงกุฏิปั๊บ ถอดรองเท้ามันก็รู้ จะเปิดประตูก็รู้ จะเปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนผ้าก็ตามรู้แล้วทีนี้ นี่รู้ละเอียดขึ้น ละเอียดเป็นอย่างนี้ แต่ก่อนหลวงพ่อไม่เข้าใจว่าละเอียดเป็นอย่างไร แต่ก่อนเข้าใจว่าละเอียดคือใจจะอ่อน ใจจะนิ่มนวลคิดอย่างนั้น อันนั้นไม่ใช่เราคิดเอาเอง รู้ละเอียดคือ รู้อิริยาบถของเราทุกอิริยาบถ ให้ตามรู้ตัวของเราขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่ นี่คือรู้ธรรมคือรู้อย่างนี้ ไม่ใช่รู้อย่างอื่น

ทำอย่างไรถึงจะรู้อย่างนี้ เท่านั้นก็พอ ทำอย่างไรเราถึงจะสังเกตดูการกระทำของเรา ไม่มีเวลาเผลอ หลวงพ่อว่า จะไปห้องน้ำ จะเปิดประตูห้องน้ำก็รู้มีสติก่อน จะอาบน้ำตักน้ำมาใส่ เย็นก็รู้ว่าเย็น การอาบน้ำก็จะมีการเปลี่ยนไม่ทำเหมือนแต่ก่อน นี่ถ้าผู้มีสติทำอะไรจะนิ่มนวลไปหมด คือเราสำรวม เราไม่ต้องพยายามสำรวม แต่เราสำรวมไปเอง ตัวสติจะพาเราสำรวมเอง ตักน้ำมารดก็รู้ จับสบู่มาถูตัวก็รู้ ซึ่งแต่ก่อนเข้าห้องน้ำปิดประตูดังโครม จะตักน้ำ จ้วง ๆ ๆ ไม่ได้มีสติอะไรเลย อันนั้นของเก่าของเรา จะเป็นอย่างนั้นเกือบทุกคน มันเผลอ ทั้งๆที่ประโยชน์ของการปฏิบัติธรรมของเรามันมีอยู่แล้ว อาบน้ำก็เป็นการปฏิบัติธรรมเหมือนกัน เราอย่าไปอาบฟรีๆ ให้เราได้การปฏิบัติธรรมไปด้วย หัดรู้อย่างนี้หละ อย่าไปรู้อย่างอื่น

?

นี่หลวงพ่อมาลำดับดู ที่แท้คือ จุดนี้เอง แต่ก่อนเราข้ามไปข้ามมา ไปเล่นตัวสมาธิ ตัวศีล คำว่าปัญญานึกว่าเดินไปเดินมามันเกิดปัญญา มันก็เป็นปัญญาแต่เป็นปัญญาของวิปัสสนูปกิเลส มันอยากเทศน์ อยากสอน เห็นคนเข้าวัดมาจะเข้าไปหาไปคุย ยัดเยียดให้เขามาเดินจงกรม ต่างๆนานา เราคิดว่าตัวนั้นเป็นตัวปัญญา แม้เดินจงกรมมันก็เทศน์ พูดธรรมะอยู่เรื่อย นี่เป็นปัญญาของจินตญาณ มันก็เป็นปัญญา แต่ไม่ใช่ปัญญาของ วิปัสสนา เราจะหลงก็หลงจุดนี้ละ นึกว่าอันนี้เป็นปัญญาที่จะมาแก้ปัญหาตัวเรา มันไม่ใช่เป็นญาณปัญญา อารมณ์นี้ ทำให้เราหลงหลายๆอย่าง เดินจงกรมก็เทศน์ ถ้าเทศน์กับเด็กน้อยเด็กนักเรียน จะตั้งข้ออย่างนั้นๆ จะมีคำกลอนอย่างนั้นๆ ถ้าเทศน์ให้คนรักษาศีลฟังจะเทศน์อย่างนั้นๆ ตัวสติตัวรู้สึกนี่มันไม่เห็น ตัวปัญญามันท่วมไปหมด มันเป็นปัญญาของจินตญาณ นักปฏิบัติจะหลง พระยิ่งหลงมากๆ

ทีนี้ปัญญาของวิปัสสนูปกิเลส มันจะไปจับผิดผู้อื่น ใครทำอะไรก็ตาม มันจะไปจับผิด ทั้งๆ ที่ตัวเองผิด มันก็ไม่ยอมผิด เห็นเขาสูบบุหรี่ เห็นเขาพูดดังๆ เขาไม่สำรวมมันไปจับผิดหมด มันเก่งมันกล้าไปหมด เห็นเขารดน้ำมนต์ พ่นน้ำหมาก ด่าเขาไปหมด โอ้ทำไมโง่จริง ๆ ทำไมถึงไปทำอย่างนั้นอยู่ ทำไมไปกิน ทำไมไปเสพ กายเขาไม่ต้องการหรอก เหล้า ยา บุหรี่ กายต้องการเพียง ข้าวกับน้ำ มันก็เห็นถูกไม่ใช่เห็นผิด แต่ว่ามันเป็นปัญญาของวิปัสสนู มันยังร้อนอยู่ ไปที่ไหนจะกระทบกระทั่งที่นั่น ขึ้นธรรมมาสน์ก็ด่าสาดไปเลย

?

แต่ปัญญาของวิปัสสนูจะไม่ให้มันมีได้ไหม ไม่ได้อีก การปฏิบัติธรรมต้องมาผ่าน มันผ่านมาจากวิตก วิจารณ์มานั่นแล้ว มันเป็นผลของการเจริญสติ หลวงพ่อว่ามันแปลกจริงๆ ไปทำอย่างอื่นมันไม่เป็นอย่างนี้ มันไม่เกิดแบบนี้

ทีนี้ก็ไม่ได้โจมตีรูปแบบอย่างอื่น มันจะเกิดความรู้วิพากษ์วิจารณ์ใหม่ๆขึ้นมาทันที พอเดินจงกรมมีสติอยู่กับกายเท่านั้นหละ มันจะเปลี่ยนแปลงให้สังเกต แต่ถ้ายังไม่เปลี่ยนแปลงแสดงว่าสติยังไม่สมบูรณ์เท่านั้นเอง สติอยู่กับกายยังไม่มี อาจจะเป็นความคิดมาก ถ้ามีสติมันจะเปลี่ยนทันทีหละ ความรู้สึก ความเห็นของเราจะเปลี่ยนไปทันที ก่อนเราโง่จะเห็นความโง่ของเจ้าของ แต่ก่อนติดหมาก ติดบุหรี่ แต่ก่อนโง่อยู่ มันจะเห็นทันที แค่เดินจงกรมแค่จับสติมันจะเห็นความชั่วของเจ้าของ เห็นความไม่จำเป็นของตัวเรา สิ่งนอกตัวเป็นสิ่งไม่ จำเป็น มันจะทิ้งทันทีไม่ต้องให้ใครบอก มันเป็นขั้นเป็นตอนของกรรมฐาน ไม่ใช่ว่ามันจะไม่รู้อะไรเลย แล้วอุปสรรคก็คือว่า เราไปหลงในปัญญาตัวเอง ไม่ใช่หลงอย่างอื่น

ตามที่หลวงพ่อได้สังเกต หลวงพ่อหลงอยู่กับอย่างนี้เป็นปีนะ แต่ก่อนเปิดอบรมภาคเหนือ ภาคใต้หลวงพ่อไปหมด มันเพลิน มันสนุก นึกว่าเราไปสอน ไปเทศน์ ไปพูด นึกว่าเราได้อานิสงส์มากๆ ตามความเข้าใจนะ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ยังทุกข์อยู่ ถ้ากระทบอารมณ์ยังมีโกรธอยู่ ยังมีโมโหอยู่ ราคะยังมีอยู่ มีอยู่หมด แต่ปัญญาที่มันเกิดขึ้น มันเลยอันนี้เสีย เลยไม่ได้มาดู ขณะที่มันพูดมันสอนมันเพลินไปจริงๆ แต่พอเผลอพลับมันจะเกิดขึ้นมาจริงๆ มันยังดับไม่หมด ยังมีเชื้ออยู่ ไฟยังลุกอยู่ กระทบที่ไหน ก็ลุกอยู่ มันเป็นปัญญาของวิปัสสนู ของจินตญาณ ต่อไปปัญญาของวิปลาส เย่อหยิ่งจองหอง วิปลาสถ้าถึงที่สุดเป็นบ้า มันไปอีกขั้นหนึ่ง มันหนักไปแล้ว เป็นจนถึงกับลืม เป็นบ้าไปเลยก็มี หลายคน หลายองค์ที่เป็นบ้าจากการเจริญสติ การปฏิบัติธรรม ไม่ว่ารูปแบบไหนหละ เป็นได้

ดังนั้น ถ้าเราหลงเราจะเป็นทันที ปัญญาของวิปลาสคือ ความรู้ของเรามันมาก เราสำคัญว่าเราเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ตรัสรู้แล้ว ใครใครก็ไม่รู้เหมือนเรา ครูบาอาจารย์ก็ทำไม่ได้เหมือนเรา คำว่าวิปลาสก็คือเป็นบ้านั่นแหละ เหมือนหมาบ้ามันไม่รู้จักเจ้าของ เจ้าของเลี้ยงข้าวอยู่มันก็มากัด นักปฏิบัติเป็นบ้าก็เหมือนกัน มันชนไปหมดครูบาอาจารย์เขาไม่รู้หรอก พ่อแม่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเรานี่เก่งคนเดียว ทิฏฐิ ยิ่งเพิ่ม นี้คือเราดูไม่ทัน

การหลงจนเป็นวิปลาสนี้ มันอยู่จุดที่ว่าอารมณ์ของรูปนามกับอารมณ์ปรมัตถ์ต่อกัน หัวเลี้ยวหัวต่อมันจะอยู่จุดนี้ คือเราจะไปดูความคิด ส่วนมากปัญญา มันจะไปดูของมันเองแหละ หรือว่าญาณก็ได้ ญาณมันจะเข้าไปสู่จุดนี้เอง จุดที่เราจะเห็นความคิด จุดนี้แหละ เช่น ความโกรธมันเป็นความคิด แต่เราไม่รู้ว่ามันเป็นความคิด เช่นไม่พอใจหลวงพ่อนี่ ตาเห็นหลวงพ่อก็ดี หูได้ยินเสียงหลวงพ่อพูดก็ดี มันก็เกิดปฏิฆะขึ้นมา เราไม่ได้ดูใจของเราเลย เราเป็นผู้เป็นไปเลย มันหลงอยู่จุดนี้ ระวังดีดี มันสำคัญอยู่จุดนี้หละ ถ้าข้ามตรงนี้ได้ไม่มีปัญหาคนหลงก็หลงจุดนี้ ถ้ามันเป็นอย่างนั้น นั่นมันสอนเรา ให้เราเริ่มดูเริ่มเห็นความคิดแล้ว

สมมุติว่าเราไม่พอใจครูบาอาจารย์ เราอย่าไปดูครูบาอาจารย์ อย่าไปปรุงแต่งว่า ครูบาอาจารย์ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้เราอย่าไปปรุงแต่ง เรามาดูจิตของเราเลย ใจของเราไปจับผิดคนอื่นแล้วนี่ ต้องมาดูจุดนี้ แล้วก็รีบมาแก้จุดนี้เร็วๆ อย่าให้มันยาว ความรักก็ดี ความชังก็ดี เราท้วงมันทันที ไปจับผิดเขาแล้วนี่ ไม่เอาๆ แก้ๆ แก้อย่าให้มันจับผิดอย่าให้มันยาว อย่าให้มันปรุง

?

ถ้าเราคิดเรื่องไม่ดีให้ใคร มันไม่ดีไปหมด มันมีความผิดทุกคน แม้แต่พระพุทธเจ้า เขาก็ยังว่าอยู่ เราอย่าไปดูยาว อย่าให้มันยาว เวลาจับผิด ระวังตรงนี้ คือมันจะให้เราเห็นความคิด ปัญญาจะให้เราเห็นความคิด ถ้าเราหลงมันเป็นปัญญาของวิปลาสไปเลยทีนี้ มันโกรธ มันเกียจ มันจองหอง สารพัดอย่าง นี่เป็นวิปลาสทางความโกรธ แต่ถ้าเป็นวิปลาสทางกาม(ราคะ) ถ้าเกิดขึ้นเราก็ดูอย่าไปดูให้มันยาว เราดูจุดที่จิตของเราไปรับอารมณ์ ดูจุดนั้น นี่คือมันให้เราดูความคิด แต่เราอย่าไปตามความคิด

?

ทำอย่างไรเราจะไม่ตามความคิดได้ หลวงพ่อจึงให้สร้างความรู้สึกอยู่ที่กาย คือ อารมณ์รูปนามให้มันชัดเจนที่สุด ถ้าใครได้รูปนามที่ชัดเจนหรือจากญาณปัญญา มันจะไม่หลงจุดนี้ นี่ละพอเห็นจุดนี้ จิตมันจะเปลี่ยน มันรู้ มันเข้าใจ สารพัดอย่างเลยหลงไปกับความรู้ตัวเอง ตรงนี้เองละ

?

ดังนั้น เราจะต้องตั้งหลักให้มันดีเสียก่อน ตั้งสติให้มันชำนาญ ที่สุด หลวงพ่อคำเขียนบอกว่า ให้มันมีน้ำหนัก พอเรากำหนดมันมาเลย คือ มันมีน้ำหนักให้หนักอยู่ทางความรู้สึก อย่าให้มันหนักทางความคิด

?

ดังนั้น หลวงพ่อถึงได้สอนอารมณ์รูปนามให้มันชัดเจนที่สุด ให้มันได้ถึงที่สุด เพราะป้องกันความหลง และแก้อารมณ์ได้ทุกอย่าง ไม่ต้องว่าอารมณ์วิปลาสหรอก อารมณ์เกิดแต่ละขณะเราก็แก้ได้ ความง่วง ความโกรธ ความขี้เกียจ ฯลฯ แก้ได้หมด ถ้าอารมณ์รูปนามชัดเจน แล้วอารมณ์ทุกอย่างเกิดมามันจะไม่กลัว การแก้อารมณ์ก็หยุดอยู่ที่อารมณ์รูปนามไม่ใช่อย่างอื่น

อารมณ์รูปนามก็คือ ความรู้สึกตัว คือมีสติอยู่กับกายนี่เอง ให้เราทำตัวนี้ให้มันดี ถ้าทำตัวนี้ดีมันจะไม่มีปัญหา พอจิตไปเสวยอารมณ์ไม่พอใจมันจะเห็นทันที นี่มันไปจับผิดคนอื่นแล้ว มันจะรู้ทันที ถ้าอารมณ์รูปนามไม่ดี มันจะไม่รู้ มันจะเป็นไปกับเขาทันที มันจะจับผิดว่าคนอื่นไม่ดีทันที เลยเป็นผู้จองหอง เห็นใครเราก็รู้สึกว่าเด่นกว่าเขาหมด คิดว่าสังคมนี้เราเด่นกว่าเขาหมดแล้ว ไม่มีใครรู้เหมือนเรา นั่นคือมันไปยาว อย่าให้มันไปอย่างนั้น เราต้องป้องกันจุดนี้ให้มันดีโดยเราทำสติอยู่กับกายให้มันเด่นที่สุด ก็คืออารมณ์รูปนามนั่นแหละ ไม่ว่ารูปนามมันก็เป็นอยู่แล้ว

ขอให้มีความรู้สึกต่อเนื่องแบบหลวงพ่อว่าเถอะ ทำอะไรๆให้มันรู้อยู่กับตัวรู้ตลอดเวลา วันทั้งวันอยู่กับตัวนี้ กลางคืนตื่นขึ้นก็อยู่กับตัวนี้ นี่ที่พึ่งของเราแท้ๆ อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน เป็นที่พึ่งแห่งตนคืออันนี้ คือตัวรู้สึก ตัวสตินี้แท้ๆ หลวงพ่อว่ามันลัด มันตรง มันซื่อ ถ้าเราทำถูกมันง่ายๆ

?



 

ความคิดเห็นของคุณ

BBCODES_BOLDBBCODES_ITALICBBCODES_UNDERLINEBBCODES_STRIKETHROUGHBBCODES_SUBSCRIPTBBCODES_SUPERSCRIPTBBCODES_EMAILBBCODES_IMAGEBBCODES_URLBBCODES_LISTBBCODES_ULISTBBCODES_QUOTEBBCODES_CODEBBCODES_CONTENTID
SMILEYS_VERY_HAPPYSMILEYS_SMILESMILEYS_WINKSMILEYS_SADSMILEYS_SURPRISEDSMILEYS_SHOCKEDSMILEYS_CONFUSEDSMILEYS_COOLSMILEYS_LAUGHINGSMILEYS_MADSMILEYS_RAZZSMILEYS_EMBARRASSEDSMILEYS_CRYINGSMILEYS_EVILSMILEYS_TWISTED_EVILSMILEYS_ROLLING_EYESSMILEYS_EXCLAMATIONSMILEYS_QUESTIONSMILEYS_IDEASMILEYS_ARROWSMILEYS_NEUTRALSMILEYS_MR_GREENSMILEYS_GEEKSMILEYS_UBER_GEEK
YOURALIAS:
ชื่อเรื่อง:
FULLTEXT:
Random Content

โอวาทหลวงพ่อวันนี้

กรรมที่เป็นบุญและบาป

alt

...การที่เราเกิดมาในชาตินี้ รับผลสองประการของชาติก่อน คือว่า

ในชาติก่อนถ้าทำความดีไว้มากผลความดีก็สนองในชาตินี้ ชาติก่อนทำบาปไว้มาก

ผลของบาปก็สนองในชาตินี้ คำว่าความดีและความชั่ว บุญหรือบาป กุศลหรืออกุศลก็ตาม
บุญและบาปที่เราได้รับในชาตินี้มันเป็นเศษ คือส่วนใหญ่ของบาป

เราตายจากความเป็นคนชาติโน้นเราก็ตกนรกเป็นเปรต เป็นอสุรกาย

เป็นสัตว์เดรัจฉานมาแล้ว มันก็ตามมาเบียดเบียนให้มีทุกข์ในชาตินี้
ก็รวมความว่าชาติที่เป็นคนรับผลของเศษ ๒ อย่าง เป็นเศษนะ ไม่ใช่เนื้อแท้นะ
คือเศษของบุญและก็เศษของบาป ขณะใดที่เศษของบาปให้ผล

เวลานั้นมีความเดือดร้อนขณะใดที่เศษของบุญให้ผล ขณะนั้นเรามีความสุข

ฉะนั้นคนที่เกิดมาในโลกนี้จะมีทั้งความทุกข์และความสุข
เพราะกรรมที่เป็นบุญและบาปในชาติก่อนตามสนองในชาตินี้ ....

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี)

?

?

รวมโอวาทหลวงพ่อวันนี้

ค้นหาบทความทุกหมวด

รวมบทความน่าสนใจ

พระสูตร ทิฏฐิกถา ว่าด้วย ทิฏฐิ
ศุกร์, 02 เมษายน 2010
?พระสูตร ทิฏฐิกถา?? (หน้า๑ ) ว่าด้วย ทิฏฐิ? ? ????? [๒๙๔]?ที่ตั้งแห่งทิฏฐิเท่าไร ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิเท่าไร ทิฏฐิเท่าไร ความถือผิดแห่งทิฏฐิเท่าไร ความถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิเป็นไฉน ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดเท่าไร ?? ????? ถามว่า ที่ตั้งแห่งทิฏฐิเท่าไร ตอบว่า ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ ๘ ถามว่าความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิเท่าไร ตอบว่า ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิ ๑๘... อ่านเพิ่มเติม...
คู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน - กสิณ - ฌาน ๔
อังคาร, 06 พฤศจิกายน 2012
ฌาน ๔ ฌาน ๔ ท่านเรียกว่า จตุตถฌาน ท่านถืออารมณ์อย่างนี้ ? ๑. ปฐมฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ? ๒. ทุติยฌานมีองค์ ๓ คือ ละวิตกและวิจารเสียได้ คงดำรงอยู่ในองค์ ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคคตา ? ๓. ตติยฌานมีองค์ ๒ คือ ละวิตก วิจาร ปีติ เสียได้ ดำรงอยู่ในสุขกับเอกัคคตา ? ๔. จตุตถฌานมีองค์ ๒ คือ ละวิตก วิจาร ปีติ สุข เสียได้ คงทรงอยู่ในเอกัคคตา... อ่านเพิ่มเติม...
คู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน - รู้เวลาตายได้แน่นอน
อังคาร, 06 พฤศจิกายน 2012
? รู้เวลาตายได้แน่นอน ท่านที่ได้ฌานอานาปานุสสตินี้ สามารถรู้กำหนดเวลาตายของท่านได้ตรงตามความจริง เสมอ โดยกำหนดล่วงหน้าได้เป็นเวลาแรมปี เมื่อจะตาย ท่านก็สามารถบอกได้ว่า เวลาเท่านั้นเท่านี้ ท่านจะตาย และตายด้วยอาการอย่างไร เพราะโรคอะไร 
ตัดตอนมาจากเทป ฤาษีสอนลูกภาคเหนือ (พิเศษ) (ต่อ ๒)
ศุกร์, 11 ธันวาคม 2009
ตัดตอนมาจากเทป ฤาษีสอนลูกภาคเหนือ (พิเศษ) (ต่อ ๒) ฟังหน้าต่อไปลูกรักขอพ่อทั้งหลาย สำหรับตอนนี้ พ่อขอพูดถึงประเพณีโบราณของไทยแท้หรือว่าระเบียบวินัย คนไทยโบราณเป็นคนที่มีระเบียบวินัยมาก เรื่องระเบียบวินัยนี่ลูกรักทุกคนจงรักษาไว้ด้วยชีวิต เพราะว่าชาติของเราจะทรงอยู่ได้ เพราะรักษาระเบียบวินัยเป็นสำคัญ แต่ทว่าสมัยก่อนท่าน ไม่เรียกว่าระเบียบวินัย... อ่านเพิ่มเติม...
นักปฏิบัติให้ยึดการพิจารณาร่างกายเป็นหลัก
ศุกร์, 12 ตุลาคม 2012
นักปฏิบัติให้ยึดการพิจารณาร่างกายเป็นหลัก เทศน์อบรมพระวันเข้าพรรษา ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อค่ำวันที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน พระมีจำนวนเท่าไรที่จะเข้าจำพรรษาปีนี้ (๕๖ ครับ) นู่นน่ะพระตั้ง ๕๖ องค์อยู่ที่นี่ กำหนดตายตัวไว้เป็นประจำเรื่อยมาว่า ๕๐ องค์ ปีนี้เป็น ๕๖ ทางนู้นขอมา ทางนี้ขอมา สุดท้ายก็เป็น ๕๖ ส่วนเพิ่มนะนี่ ตั้งแต่ ๕๐... อ่านเพิ่มเติม...
บุญพระกรรมฐาน พระราชพรหมยาน
อังคาร, 09 กุมภาพันธ์ 2010
บุญพระกรรมฐาน พระราชพรหมยาน เมื่อปี ๒๕๐๔ อาตมาไปเทศน์ที่อำเภอสรรค์บุรี จังหวัดชัยนาท มีตาอะไรหรือ อีตานี่เมื่อก่อนมาอยู่กรุงเทพฯ ขึ้นไปแกก็มาเฝ้าอยู่ตลอด ถ้ายังไม่กลับเพียงใดแกก็ยังไม่กลับบ้าน ให้ลูกสาวเอาข้าวต้มมาถวายเช้า ตอนเพลเอาข้าวสวยมาถวายตัวแกเองต้องมาอยู่ตลอดเวลา? พอแกตายไปแล้ว ลูกสาวก็มาหาที่กรุงเทพฯ ... อ่านเพิ่มเติม...
ขันติของพระอัสสชิ หนังสืออ่านเล่น เล่ม ๖ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (ฤาษีลิงดำ)
ศุกร์, 30 ตุลาคม 2009
? ขันติของพระอัสสชิ จากหนังสืออ่านเล่น เล่ม?๖ โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (ฤาษีลิงดำ)??????????? ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันที่บันทึกวันนี้ยังเป็นวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๓๒? แต่ว่าวันนี้ขอ ทบทวนถอยหลังไป เป็นเรื่องราวของวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๓๒ เมื่อวันที่ ๔ มกราคม เดินทางกลับมาถึงวัดจากกรุงเทพฯ จากซอยสายลมมา มาถึงวัดเย็นวันที่ ๓ พอตกกลางคืนก็รู้สึกปวดท้องมาก... อ่านเพิ่มเติม...
ชีวิตกับกรรมที่กระทำ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เสาร์, 02 มกราคม 2010
ชีวิตกับกรรมที่กระทำ ทุกชีวิต.....ก่อนแต่จะได้มาเป็นคน เป็นสัตว์ อยู่ในปัจจุบันชาติ ต่างเป็นอะไรต่อมิอะไรมาแล้วมากมาย แยกออกไม่ได้ว่า ..... มีกรรมดีกรรมชั่วอะไรบ้าง ทำกรรมใดก่อน ทำกรรมใดหลัง และทั้งกรรมดีกรรมชั่วที่ทำไว้ในชาติอดีตทั้งหลาย ย่อมมากมายเกินกว่าที่ได้มากระทำในชาตินี้ ในชีวิตนี้อย่างประมาณมิได้ กรรมดีกรรมชั่วทั้งหลายเหล่านั้น... อ่านเพิ่มเติม...
ตัดหลง หลวงปู่บุดดา ถาวโร
จันทร์, 31 พฤษภาคม 2010
ความมั่นใจเป็นสมาธิ ความรู้ในกองสังขารเป็นปัญญา ตัดหลงตัวเดียว ตัดได้ทุกอย่างหมดทุกข์ กิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปด ถูกวิปัสสนาเผาไปหมดเป็นขี้เถ้าไปหมด ดับหมดมันหยุดโรงงานหมดไม่มีใครปรุง แต่มันปกติหมด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมันปกติหมด คนละหน้าที่กันหมดไม่มีใครทำ ไขว้เขวกัน ก็กิเลสนิพพานแล้วใครจะนิพพานล่ะ หลวงปู่บุดดา ถาวโร ? 
สนทนาธรรม ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๗
ศุกร์, 12 มีนาคม 2010
สนทนาธรรม ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๗ ถ้าพระท่านบอกให้พูดก็พูด ถ้าพระมาบอกไม่ให้พูดก็ไม่พูด เพราะไม่รู้จะพูดอะไร วันนี้ท่านบอกให้พูดก็พูด เพราะถือว่าเป็นวันสำคัญ วันขึ้นดิถีชีวิตใหม่ สำหรับปีใหม่ในด้านโบราณกาล โบราณถือว่า วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ เป็นอันว่านับว่าตั้งแต่วันสงกรานต์ปีที่แล้วถึงปีนี้ ? บรรดาท่านพุทธบริษัทมีอายุครบ ๑ ปีพอดี... อ่านเพิ่มเติม...
อริยสัจ 4 : นิโรธ : อัตถะ : จุดหมายของชีวิต
เสาร์, 04 ธันวาคม 2010
อริยสัจ 4 : นิโรธ : อัตถะ : จุดหมายของชีวิต อัตถะ 3 (benefit, advantage) อัตถะ หมายถึง ประโยชน์หรือคุณค่าที่เป็นจุดหมายของชีวิต แบ่งเป็น 3 ระดับคือ 1. ทิฏฐธัมมิกัตถะ หมายถึง ประโยชน์ในปัจจุบัน, ประโยชน์ในโลกนี้ หรือประโยชน์ชั้นต้น เป็นจุดหมายทันตาเห็น ที่สำคัญคือ 1.1 ความมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง สง่างาม ไร้โรค ตลอดจนมีอายุยืนยาว 1.2 ความมีทรัพย์สินเงินทอง... อ่านเพิ่มเติม...
ทุกคนคือพระ
เสาร์, 06 มีนาคม 2010
ทุกคนคือพระ หลวงพ่อเทียน เรามาพูด ถึงความจริงหรือสัจจะ แปลว่า สิ่งที่ไม่ตาย มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง เดี๋ยวนี้คนไทยที่ นับถือพุทธศาสนามักจะสนใจเรื่องที่ปลอมแปลงมา ซึ่งเป็นแต่เพียงสิ่งที่สมมติขึ้นมาเท่า นั้น สิ่งเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นความจริงโดยสมมติ เรียกว่า สมมติบัญญัติ และอีกส่วนหนึ่ง ที่เรายังไม่เข้าใจก็คือ ปรมัตถบัญญัติ อรรถบัญญัติ ... อ่านเพิ่มเติม...
กรรมฐาน ๔๐ - ตอนที่ ๓๘. กสิณ ๑๐ แบบวิปัสสนา
เสาร์, 20 ตุลาคม 2012
กสิณ ๑๐ แบบวิปัสสนา โอกาสนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายได้พากันสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว สำหรับวันนี้จะได้พูดถึงกสิณในแบบของวิปัสสนาญาณ สำหรับการเจริญกสิณในด้านสมถภาวนา เราต้องการนิมิตเป็นสำคัญ เมื่ออารมณ์จับนิมิตของกสิณสิบอย่างได้แล้วทรงตัวอยู่ ถ้านิมิตนั้นเป็นรูปเดิม มีสภาวะเป็นอย่างเดิม เราก็เรียกว่า อุคหนิมิต... อ่านเพิ่มเติม...
ประวัติหลวงพ่อปาน - อนุโมทนา
พฤหัสบดี, 12 กรกฏาคม 2012
? อนุโมทนา จาก หนังสือ?ประวัติหลวงพ่อปาน ? หนังสือประวัติหลวงพ่อปาน (ปาน โสนันโท) วัดบางนมโค อ. เสนา จ. พระนครศรีอยุธยา ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ อาตมาบันทึกด้วยเสียงเมื่อกำลังป่วยหนัก พ.ศ. ๒๕๑๕ อาการป่วยขณะนั้นคิดว่าจะไม่มีเวลามาคุยกับท่านทั้งหลายอีก ด้วยอาการเครียดมาก กินไม่ได้ ขนาดกินอะไรเข้าไปก็อาเจียนออกมาทันที... อ่านเพิ่มเติม...
นึกถึงบุญไม่ออก
จันทร์, 23 พฤษภาคม 2011
? นึกถึงบุญไม่ออก ผู้ถาม บางทีมันเพี้ยนไป นึกถึงบุญไม่ออกครับ หลวงพ่อ เป็นธรรมดา บางครั้งอารมณ์มันดี อย่างนี้จริงๆ เหมือนกันทุกคนนะ...เหมือนกัน ไม่ใช่เฉพาะ บุคคลบางครั้งมันจะนึกถึงบุญไม่ออกก็มี ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนเจริญพระกรรมฐาน ฝึกจิตให้ชินไง ใช่ไหม... ฝึกจิตให้ชิน คือจับอันดับแรก พระพุทธเจ้าต้องเอาก่อน อารมณ์มันชิน คำว่าฌาน ก็คือจะได้ไม่ลืม... อ่านเพิ่มเติม...